| ประวัติหลวงตาม้า: นิตยสารพระเครื่อง พระเกจิ ตอนที่ 2 |
| Saturday, 02 May 2009 22:23 |
|
พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า) วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
หลังจากกราบลาหลวงปู่ดู่แล้ว หลวงตาได้เดินทางโดยรถไฟไปยังเชียงใหม่ แล้วเริ่มออกธุดงค์กำหนดจิตตามหาสถานที่ที่มีกระแสพลังงานเกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่ดู่ไปเรื่อยๆ จนไปถึงพระบาทสี่รอย ท่านได้พบกับผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ได้บอกเล่าถึงตำบลเมืองนะว่า มีถ้ำที่มีบรรยากาศเหมาะสมกับการปฏิบัติธรรม ซึ่งท่านได้ฟังแล้วรู้สึกว่ามีลักษณะคล้ายกับที่ตามหาอยู่ ท่านจึงได้ออกธุดงค์ต่อไปยังเมืองนะ พญานาคที่ถ้ำฮก เมื่อธุดงค์มาถึงเมืองนะ ในช่วงแรกหลวงตาได้ไปพักอยู่ที่ถ้ำฮก ซึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า “ที่ถ้ำฮกจะมีงูอยู่ตัวหนึ่ง ตัวสีเขียวเหลือบแดง แล้วมีหงอนด้วย ก็คือพญานาคนั่นหล่ะ เค้าจะมาขดตัวอยู่ใกล้ๆกับกลดที่เราปฏิบัติธรรมทุกวัน แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ต่างคนต่างอยู่” โดยหลวงตาได้อยู่ปฏิบัติธรรมที่ถ้ำนี้ประมาณ 1 เดือน แต่เนื่องจากถ้ำฮกเป็นถ้ำลึกที่มีทางน้ำใต้ดินไหลผ่าน ทำให้ถ้ำมีความชื้นมาก ไม่สะดวกต่อการอยู่ปฏิบัติธรรมนัก ท่านจึงได้ออกธุดงค์หาถ้ำอื่นต่อไป พบถ้ำเมืองนะ ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวพันกับหลวงปู่หลวงตา ![]() หลังออกจากถ้ำฮก หลวงตาได้ธุดงค์ตามกระแสพลังงานของหลวงปู่ดู่ไปเรื่อยๆ จนได้พบกับถ้ำเมืองนะซึ่งในสมัยนั้นมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนมองไม่เห็นปากถ้ำ แต่เมื่อแหวกต้นไม้เข้าไปกลับพบว่าในถ้ำซึ่งเป็นถ้ำร้างนั้นกลับสะอาดสะอ้านมากเหมือนมีใครมาปัดกวาดเช็ดถูอยู่ทุกวัน ท่านจึงได้กำหนดจิตดูก็พบว่าใต้ถ้ำแห่งนี้เป็นเมืองบาดาล และมีพญานาคอยู่เป็นจำนวนมากคอยเฝ้ารักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่ทวดและหลวงปู่ดู่เอาไว้ ท่านจึงตัดสินใจอยู่ปฏิบัติธรรมที่ถ้ำเมืองนะแห่งนี้เรื่อยมา หลังจากจำพรรษาที่ถ้ำเมืองนะได้ไม่นาน ก็มีลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ตามขึ้นมาหาหลวงตาและเล่าให้ท่านฟังว่า หลวงปู่เล่าให้เขาฟังหมดทุกอย่างว่าหลวงตาจะไปอยู่ที่ถ้ำไหน ลักษณะของถ้ำเป็นอย่างไร ทั้งที่หลวงปู่ไม่เคยมาที่ถ้ำแห่งนี้ และไม่เคยออกจากกุฏิของท่านที่อยุธยาเลย และในเวลาต่อมา หลวงปู่ดู่ยังได้เมตตาอธิษฐานจิตพระหน้าตัก 19 นิ้วองค์หนึ่งให้ลูกศิษย์นำขึ้นมามอบให้หลวงตาประดิษฐานไว้ในถ้ำเมืองนะแห่งนี้อีกด้วย นอกจากถ้ำเมืองนะจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่ดู่แล้ว ถ้ำนี้ยังมีความเกี่ยวพันกับหลวงตาเป็นอย่างมาก โดยหลวงตาเล่าว่า บริเวณกุฏิของท่านในปัจจุบันนี้ ตอนที่พบครั้งแรกท่านรู้สึกคุ้นเคยมาก รู้สึกว่ายังไงต้องเอาตรงนี้เป็นที่พักให้ได้ ท่านจึงได้กำหนดจิตดูก็พบว่า ที่ตรงนี้เคยเป็นวัดมาก่อนตั้งแต่สมัยอยุธยา และบริเวณนี้เป็นที่ที่ท่านซึ่งเป็นพระในสมัยนั้นเคยอยู่จำพรรษามาก่อน โดยท่านได้พบหลักฐานเป็นบาตรดินเก่าที่แตกหัก ซึ่งเป็นบาตรเก่าของท่านตั้งแต่สมัยนั้นอยู่ในบริเวณนี้ด้วย ภพภูมิต่างๆที่ถ้ำเมืองนะ ขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่ถ้ำเมืองนะ หลวงตาได้เจอกับภพภูมิต่างๆที่อาศัยกันอยู่ในบริเวณนี้บ่อยครั้ง โดยท่านเล่าให้ฟังว่า “เคยเห็นเทวดาใส่ชฎามายืนอยู่หน้าถ้ำ เราเห็นแต่ก็ไม่ได้สนใจ เขาเห็นเราไม่สนใจก็เลยบอกว่า ‘ตุ๊นี่หยิ่งจริง วันหลังไม่มาดีกว่า!’ หลังจากนั้นลองเรียกเขายังไง เขาก็ไม่ยอมปรากฏตัวมาหาอีกเลย... หรือบางครั้งนั่งพักอยู่ในถ้ำ ก็เห็นเหมือนคนเดินผ่านหน้าไป แล้วก็เดินหายเข้าไปในผนังถ้ำต่อหน้าต่อตาเลยก็มี แต่เราก็เฉยๆไม่ได้สนใจอะไร” นอกจากนี้ ลูกศิษย์หลวงตาจะรู้กันดีว่า ที่ถ้ำนี้มีเทวดาอยู่ท่านหนึ่งซึ่งทุกคนจะเรียกว่า “พี่ยักษ์” เวลาใครมาถ้ำเมืองนะก็มักจะแวะมากราบไหว้พี่ยักษ์ซึ่งหลวงตาได้หล่อเป็นรูปยักษ์ยืนเฝ้าอยู่หน้าถ้ำเสมอ เวลาใครมานอนค้างปฏิบัติธรรมที่ถ้ำ ก็จะตั้งจิตอธิษฐานบอกพี่ยักษ์ไว้ว่าต้องการจะตื่นกี่โมง พอถึงเวลาที่บอกกล่าวไว้นั้น บางคนจะได้ยินเสียงกระทืบพื้นดังตึงๆ บางคนก็โดนเคาะหัว บางคนก็ฝันว่าพี่ยักษ์ไปเรียกในฝันก็มี ทำให้แต่ละคนสามารถตื่นขึ้นมาได้ตรงเวลาโดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกเลย ซึ่งเรื่องพี่ยักษ์นี้เป็นเรื่องที่มีหลายคนเคยพบเจอจนกลายเป็นเรื่องปกติของลูกศิษย์วัดถ้ำเมืองนะไปแล้วเริ่มสร้างพระตามแนวทางหลวงปู่ดู่ ประมาณ ๓ ปีแรกที่หลวงตามาปฏิบัติธรรมอยู่ถ้ำเมืองนะนั้น ท่านจะจำวัดในโลงศพเสมอ และยังได้ตั้งจิตอธิษฐานเร่งความเพียรปฏิบัติธรรมอยู่แต่ภายในบริเวณถ้ำโดยไม่ออกไปไหน เพื่อหวังจะได้บรรลุนิพพานในชาตินี้ แต่หลังจากท่านเร่งปฏิบัติธรรม พิจารณาทบทวนธรรมะต่างๆที่หลวงปู่ดู่ได้ถ่ายทอดไว้ให้แล้ว ท่านก็ได้พบกระแสพลังงานเก่าของตนเองว่า ท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิมาหลายภพหลายชาติแล้ว ท่านจึงหันมาปฏิบัติธรรมสร้างบารมีตามแนวทางพระโพธิสัตว์เช่นเดียวกับหลวงปู่ดู่ครูบาอาจารย์ของท่านนับแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาเมื่อหลวงปู่ดู่มรณภาพลงเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2533 ท่านจึงได้ออกจากถ้ำเพื่อมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพในปีพ.ศ.2534 โดยหลวงตาได้พิจารณาเห็นว่า เมื่อหลวงปู่ไม่อยู่แล้ว ก็ไม่มีใครคอยเป็นหลักในการแผ่เมตตาช่วยเหลือภพภูมิทั้งหลาย และสร้างพระเครื่องเพื่อเป็นกุศโลบายให้คนหันมาปฏิบัติธรรมแทนหลวงปู่เลย ในขณะที่ตัวท่านเองเป็นลูกศิษย์ที่ได้ศึกษากระแสพลังเหนือพลัง และความรู้ต่างๆจากหลวงปู่มาอย่างเต็มภูมิ รวมทั้งได้มาอยู่ที่ถ้ำเมืองนะซึ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รวมกระแสพลังงานอันไม่มีประมาณของหลวงปู่ทวดหลวงปู่ดู่เอาไว้อีกด้วย ท่านจึงควรจะช่วยทำหน้าที่วางรากฐาน และเผยแพร่แนวทางการปฏิบัติธรรมสร้างบารมีช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลาย และสร้างพระเครื่องเพื่อใช้ในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงปู่ดู่ต่อไป ในครั้งแรก หลวงตาไม่มั่นใจนักว่าจะสามารถทำหน้าที่แทนหลวงปู่ได้หรือไม่ แต่เมื่อนึกถึงที่หลวงปู่เคยบอกท่านไว้ก่อนออกธุดงค์ว่า “เอ็งไปไหน ข้าไปด้วย” ก็ทำให้ท่านมีกำลังใจว่าหลวงปู่จะต้องคอยช่วยให้ท่านทำหน้าที่นี้ได้สำเร็จแน่ หลวงตาจึงได้อธิษฐานจิตว่า ถ้าจะให้ท่านทำหน้าที่แทนหลวงปู่ได้ ขอให้หลวงปู่นำของที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่มาให้ภายใน 3 เดือน... ซึ่งหลังจากท่านอธิษฐานได้เพียง 2 เดือน ก็มีลูกศิษย์ของหลวงปู่ขึ้นมาที่ถ้ำ และมอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่กายของหลวงปู่ชิ้นหนึ่งให้กับท่าน ทั้งที่เขาบูชาของสิ่งนั้นมาในราคาแพงหลักแสน โดยเขากล่าวว่า อยู่กับเขาก็ไม่มีประโยชน์อะไร อยู่กับหลวงตามีประโยชน์กว่า และหลังจากนั้นก็เริ่มมีคนนำมวลสารของหลวงปู่ดู่มาถวายให้ท่านมากมายหลายอย่าง ท่านจึงได้เริ่มสร้างพระตามแนวทางของหลวงปู่ดู่ตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ. 2534 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การอธิษฐานจิตพระเครื่องด้วยบุญฤทธิ์ การอธิษฐานจิตปลุกเสกพระในสายหลวงปู่ดู่นั้น จะไม่เน้นการใช้คาถาอาคมในการปลุกเสก เพราะเป็นกำลังของผู้ปลุกเสกเพียงคนเดียว มีพลังงานน้อย และอาจเสื่อมคลายได้ แต่ท่านจะเน้นการใช้บุญฤทธิ์ อธิษฐานจิตรวมกระแสบุญบารมีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ พระโพธิสัตว์ เทพพรหม ทุกๆพระองค์ ให้มารวมกำลังกันเป็นกระแสพลังเหนือพลังผ่านพระคาถามหาจักรพรรดิลงไปสู่พระเครื่องทุกองค์ เพราะพลังงานบุญบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น เป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันเสื่อม และมีพลังงานมากอย่างไม่มีประมาณ สามารถอธิษฐานใช้ได้ทุกทาง ดังคำอธิษฐานจิตปลุกเสกเหรียญยันต์ดวงของหลวงปู่ดู่ที่ว่า ![]() “วันนี้เป็นวันดี วันเสาร์ห้า ขึ้นห้าค่ำ เดือนห้า ข้าเสกเต็มที่ ข้าอัญเชิญบุญบารมีขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งแสนโกฏิจักรวาลมารวมเป็นพลังเหนือพลัง และอัญเชิญดวงขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งแสนโกฏิจักรวาลมารวมเป็นดวงเดียวกัน เป็นดวงเหนือดวง พระผงดวงนี้ รวมทั้งเหรียญดวงนี้ จะมีพุทธานุภาพมาก ผู้ใดนำไปบูชา ถึงเขาผู้นั้นจะดวงตก แต่พุทธานุภาพโดยไม่มีประมาณของดวงเหนือดวง พลังเหนือพลัง ก็จะคุ้มครองให้รอดปลอดภัยจากสิ่งอัปมงคล ผีปีศาจ คุณไสยมนต์ดำ ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ให้หนักเป็นเบา ทุเลาเป็นหาย แม้ผู้ใดถูกผีปีศาจเข้าสิง ให้นำพระมาทำน้ำมนต์ดื่มกัน ก็จะหายจากคุณไสย ภูติผีปีศาจ และสิ่งอัปมงคลทั้งปวง แม้แต่คนที่ดวงดีนำไปบูชา ก็จะเกิดโชคดี เป็นมงคล มีเสน่ห์ เป็นที่รักใคร่ต่อคนทั้งหลาย รอดปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหมดทั้งมวล” ![]() เหรียญยันต์ดวงของหลวงปู่ดู่นี้ เป็นเหรียญที่หาของแท้บูชาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะมีประสบการณ์มากมาย ใครมีไว้ครอบครอง ต่างก็เก็บไว้ติดตัวไม่ยอมปล่อยให้บูชาง่ายๆ ซึ่งหลวงตาเองก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในตอนที่หลวงปู่ดู่อธิษฐานจิตเหรียญยันต์ดวงนี้ด้วย รวมทั้งได้สืบทอดวิชาการอธิษฐานจิตพระเครื่องด้วยพลังเหนือพลังแห่งบุญฤทธิ์อันไม่มีประมาณจากหลวงปู่มาอย่างครบถ้วน และนำมาใช้ในการอธิษฐานจิตพระเครื่องทุกรุ่นของท่านจนมีประสบการณ์มากมายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ ใช้ทำน้ำมนต์รักษาโรค แก้อาถรรพ์ต่างๆ ฯลฯ รวมทั้งยังสามารถดิ้นได้พูดได้ราวกับมีชีวิต เมื่อผู้นำไปใช้หมั่นสวดมนต์ภาวนาทำสมาธิอยู่เสมอ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาของท่านแทบทุกคน ![]() “เหรียญดวงโพธิญาณกำลังแผ่นดิน” ก็เป็นพระเครื่องรุ่นหนึ่งที่หลวงตาตั้งใจสร้างและอธิษฐานจิตตามแนวทางของหลวงปู่ดู่อย่างเต็มที่ โดยท่านใช้ความพยายามรวบรวมมวลสารต่างๆของหลวงปู่ดู่และมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากทั่วประเทศเป็นเวลากว่า 5 ปี เพื่อให้เป็นเหรียญที่ผนึกรวมพลังอันศักดิ์สิทธิ์จากทั่วแผ่นดินเข้ามาไว้เป็นหนึ่งเดียวกับพลังบุญบารมีแห่งโพธิญาณอันไม่มีประมาณของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ให้เป็นเหรียญที่มีพลังเหนือพลัง สามารถใช้บูชาแทนเหรียญยันต์ดวงของหลวงปู่ดู่ซึ่งหาบูชาได้ยากในปัจจุบันได้ ดังที่หลวงตากล่าวไว้ว่า “ใครที่ไม่มีเหรียญดวงของหลวงปู่ดู่ เหรียญดวงโพธิญาณนี้สามารถใช้แทนได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะมีดวงและรูปลักษณ์ของหลวงปู่ดู่อยู่” พระเครื่องทุกรุ่นที่หลวงตาเมตตาสร้างขึ้นตามแนวทางของหลวงปู่ดู่นั้น นอกจากจะมีพุทธคุณสูงล้นในทุกด้านแล้ว พระเครื่องของท่านยังมีความพิเศษไม่เหมือนใครคือ สามารถนำไปใช้กำเวลาสวดมนต์ทำสมาธิเพื่อช่วยให้จิตเกิดความสงบได้ง่ายขึ้น สามารถดิ้นได้ พูดได้ราวกับมีชีวิต และยังปรากฏมีพระธรรมธาตุเป็นแก้วใสขึ้นบนพระเครื่องของหลวงตาแทบทุกองค์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผง เนื้อโลหะ แหวนรุ่นต่างๆ หรือแม้แต่ “เหรียญดวงโพธิญาณกำลังแผ่นดิน” ซึ่งเป็นเหรียญเนื้อโลหะที่เพิ่งสร้างได้ไม่นาน ก็ปรากฏว่ามีพระธรรมธาตุเสด็จขึ้นบนเหรียญเป็นจำนวนมากพระเครื่องของหลวงตานำไปใช้ปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสกสร้างพระอย่างไรจึงเกิดมีพระธรรมธาตุแก้วใสบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นมากมายบนพระเครื่องของท่าน เรื่องราวของพระเครื่องอันแสนอัศจรรย์ที่หลวงตาได้ศึกษาสืบทอดวิธีการสร้างมาอย่างเต็มภูมิจากหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ พระโพธิสัตว์เจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวัดสะแก เหล่านี้ คงต้องติดตามกันต่อไปในฉบับหน้า
ที่มา: นิตยสารพระเครื่อง พระเกจิ ฉบับเดือนมีนาคม 2552 หน้า 52 - 53 |











นอกจากนี้ ลูกศิษย์หลวงตาจะรู้กันดีว่า ที่ถ้ำนี้มีเทวดาอยู่ท่านหนึ่งซึ่งทุกคนจะเรียกว่า “พี่ยักษ์” เวลาใครมาถ้ำเมืองนะก็มักจะแวะมากราบไหว้พี่ยักษ์ซึ่งหลวงตาได้หล่อเป็นรูปยักษ์ยืนเฝ้าอยู่หน้าถ้ำเสมอ เวลาใครมานอนค้างปฏิบัติธรรมที่ถ้ำ ก็จะตั้งจิตอธิษฐานบอกพี่ยักษ์ไว้ว่าต้องการจะตื่นกี่โมง พอถึงเวลาที่บอกกล่าวไว้นั้น บางคนจะได้ยินเสียงกระทืบพื้นดังตึงๆ บางคนก็โดนเคาะหัว บางคนก็ฝันว่าพี่ยักษ์ไปเรียกในฝันก็มี ทำให้แต่ละคนสามารถตื่นขึ้นมาได้ตรงเวลาโดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกเลย ซึ่งเรื่องพี่ยักษ์นี้เป็นเรื่องที่มีหลายคนเคยพบเจอจนกลายเป็นเรื่องปกติของลูกศิษย์วัดถ้ำเมืองนะไปแล้ว


พระเครื่องทุกรุ่นที่หลวงตาเมตตาสร้างขึ้นตามแนวทางของหลวงปู่ดู่นั้น นอกจากจะมีพุทธคุณสูงล้นในทุกด้านแล้ว พระเครื่องของท่านยังมีความพิเศษไม่เหมือนใครคือ สามารถนำไปใช้กำเวลาสวดมนต์ทำสมาธิเพื่อช่วยให้จิตเกิดความสงบได้ง่ายขึ้น สามารถดิ้นได้ พูดได้ราวกับมีชีวิต และยังปรากฏมีพระธรรมธาตุเป็นแก้วใสขึ้นบนพระเครื่องของหลวงตาแทบทุกองค์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผง เนื้อโลหะ แหวนรุ่นต่างๆ หรือแม้แต่ “เหรียญดวงโพธิญาณกำลังแผ่นดิน” ซึ่งเป็นเหรียญเนื้อโลหะที่เพิ่งสร้างได้ไม่นาน ก็ปรากฏว่ามีพระธรรมธาตุเสด็จขึ้นบนเหรียญเป็นจำนวนมาก

