| ประวัติหลวงตาม้า: นิตยสารพระเครื่อง พระเกจิ ตอนที่ 3 |
| Sunday, 03 May 2009 22:43 |
|
พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า) วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดย : รอบทิศ ไวยสุศรี การสร้างพระเครื่องของหลวงตาม้า การสร้างพระเครื่องของหลวงตาม้านั้น ท่านจะนำมวลสารต่างๆของหลวงปู่ดู่มาผสมรวมกับปูนซีเมนต์ขาวและน้ำมนต์จักรพรรดิ จากนั้นจึงนำไปกดพิมพ์ออกมา แล้วนำไปอธิษฐานจิตปลุกเสกด้วยกระแสพลังเหนือพลังแห่งพระคาถามหาจักรพรรดิ โดยนับแต่ครั้งแรกที่เริ่มสร้างพระจนถึงปัจจุบันนั้น หลวงตาได้สร้างพระผงจักรพรรดิตามแนวทางของหลวงปู่ดู่ไว้แล้วมากกว่า 5 - 6 ล้านองค์ ท่านสร้างพระทุกวัน เพื่อให้ใจได้อยู่กับพระเป็นพุทธานุสสติกรรมฐานอยู่เสมอ ดีกว่าให้ใจไปอยู่กับกิเลสสิ่งไม่ดีอื่นๆ พระส่วนหนึ่งท่านจะเก็บไว้ในไห แล้วนำไปไว้ตามถ้ำหรือวัดต่างๆเพื่อสืบอายุพระศาสนาต่อไป และพระอีกส่วนหนึ่งท่านจะนำมาแจกให้ลูกศิษย์นำไปใช้กำสวดมนต์เจริญภาวนากัน โดยท่านสร้างเพื่อแจกเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำเพื่อจำหน่าย ที่จำหน่ายมีต่างหากเป็นกรณีเฉพาะเช่นพระเนื้อโลหะที่มีต้นทุนสูงเช่น “เหรียญดวงโพธิญาณ กำลังแผ่นดิน” ซึ่งปัจจัยทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการเช่าบูชา ก็จะเข้าสมทบกองทุนพุทธพรหมปัญโญ เพื่อใช้ในงานบุญต่างๆของทางวัด รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างพระผงจักรพรรดิเพื่อแจกแก่ผู้สนใจนำไปใช้ฝึกสมาธิภาวนาต่อไป หลวงตากล่าวว่า พระผงจักรพรรดินี้ ใครอยากได้ต้องมาขอที่ถ้ำ ท่านจะมอบพระที่เลี่ยมพลาสติกแล้วพร้อมประคำให้ ท่านบอกว่าถ้าไม่เลี่ยมให้ เมื่อได้ไปแล้ว ก็มักจะเอาไปวางไว้ไม่เอามาใช้สวดมนต์ภาวนากัน ส่วนประคำก็ร้อยให้เพื่อจะได้นำพระมาห้อยคอเพื่อใช้ปฏิบัติธรรมได้เลย (ในเวลาว่างๆหลวงตาจะนั่งร้อยประคำที่แจกลูกศิษย์เหล่านี้ด้วยตนเอง) และยังสามารถใช้นับเวลาสวดภาวนาพระคาถามหาจักรพรรดิได้ด้วยว่าสวดไปกี่จบแล้ว โดยที่ท่านเมตตาทำให้ทุกอย่างโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากเลยนั้น ก็เพื่อต้องการให้ลูกศิษย์ทุกคนสามารถนำพระเครื่องมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมได้อย่างเต็มที่และทันท่วงทีนั่นเอง พระเครื่องของหลวงตาใช้ปฏิบัติธรรมได้ พระเครื่องที่หลวงตาสร้างขึ้นด้วยวิชาที่สืบทอดมาจากหลวงปู่ดู่นั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องรางของขลังคุ้มครองป้องกันภัยดังที่มีผู้พบประสบการณ์กันอยู่มากมายเท่านั้น แต่พระที่ท่านเมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกสร้างขึ้นนั้น ยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรมได้อีกด้วย โดยท่านจะมอบพระเครื่องให้ลูกศิษย์นำไปใช้กำไว้ขณะสวดมนต์ทำสมาธิภาวนาเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรม เพราะผู้ปฏิบัติบางคนอาจเกิดความรู้สึกหวาดกลัวในขณะที่ปฏิบัติธรรม กลัวความมืด กลัวภาพผี กลัวภาพนิมิต กลัวเสียงต่างๆ แต่ถ้ามีพระอยู่ในมือ ก็เหมือนมีหลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ทำให้เกิดกำลังใจมากขึ้น ความหวาดกลัวต่างๆก็จะลดน้อยลงไป จิตก็จะคลายกังวลสงบนิ่งเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น ![]() ขณะที่กำพระนั้น ในใจก็ให้ภาวนาไตรสรณคมน์ “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” หรือ อิติปิโสฯ หรือพระคาถามหาจักรพรรดิ พร้อมกับกำหนดภาพพระไปด้วย อาจจะเป็นพระพุทธรูปที่เราชอบใจ หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า หรือกำหนดใจอยู่กับพระเครื่องที่อยู่ในมือเราก็ได้ ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติธรรมในแบบ พุทธานุสสติ หรือสังฆานุสสติกรรมฐานอย่างหนึ่งนั่นเอง โดยพระเครื่องที่กำอยู่ในมือนั้น เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดจิตอยู่กับพระได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถมองเห็นจับต้องสัมผัสกำหนดองค์ภาวนาคือ ภาพพระพุทธ พระสงฆ์ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมจากพระเครื่องที่กำอยู่นั้นโดยตรง นอกจากนี้ พระเครื่องของหลวงตาทุกองค์ยังได้ผ่านการอธิษฐานจิตปลุกเสกด้วยวิชา “ภูติพระพุทธเจ้า” ซึ่งทำให้พระเครื่องของท่านสามารถดิ้นได้ พูดได้ ราวกับมีชีวิต ดังนั้นผู้ปฏิบัติที่หมั่นนำพระของท่านไปกำสวดมนต์ภาวนาอยู่เสมอจนจิตสงบเบาสบาย และสามารถจูนพลังงานจิตของตนให้เข้ากับพลังเหนือพลังอันบริสุทธิ์ที่ท่านได้อธิษฐานไว้ในพระได้ ย่อมสามารถนำพระของท่านมาใช้กำภาวนาถามตอบแนวทางในการปฏิบัติธรรมต่างๆได้ราวกับมีหลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า มาคอยตอบข้อสงสัยต่างๆอยู่เบื้องหน้าตนเลยทีเดียว โดยบางคนก็ได้ยินเป็นเสียง บางคนเห็นเป็นภาพนิมิต หรือบางคนหลับไปแล้วฝันว่าหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า มาสอนธรรมะต่างๆเลยก็มี ซึ่งประสบการณ์อันเหลือเชื่อเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ผู้หมั่นนำพระของท่านไปใช้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ด้วยตนเอง พระธรรมธาตุบนพระเครื่องของหลวงตา นอกจากจะสามารถถามตอบแนวทางการปฏิบัติต่างๆจากพระเครื่องได้แล้ว กระแสพลังเหนือพลังที่หลวงตาได้อธิษฐานจิตปลุกเสกไว้ในพระเครื่องทุกองค์นั้น ยังเป็นพลังงานอันบริสุทธิ์ที่จะช่วยโน้มน้าวให้จิตของผู้นำพระไปกำทำสมาธิภาวนานั้น เกิดความสะอาด สว่าง สงบเย็น เบาสบาย ได้ง่ายขึ้นด้วย ดังจะสังเกตได้ว่าพระเครื่องของท่านมีลักษณะที่พิเศษกว่าพระเครื่องอื่นๆเช่นเดียวกับพระเครื่องของหลวงปู่ดู่อาจารย์ของท่านนั่นคือ มีพระธรรมธาตุเป็นแก้วใสปรากฏขึ้นบนพระเครื่องของท่านแทบทุกองค์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผง เนื้อโลหะ หรือแม้แต่ “เหรียญดวงโพธิญาณกำลังแผ่นดิน” ซึ่งเป็นเหรียญเนื้อโลหะที่เพิ่งสร้างได้ไม่นาน ก็พบว่ามีพระธรรมธาตุปรากฏขึ้นบนเหรียญที่เหล่าลูกศิษย์ลูกหานำไปบูชาเป็นจำนวนมาก วัตถุใดก็ตามที่มีกระแสพลังงานจิตอันบริสุทธิ์ไหลผ่าน วัตถุนั้นก็จะถูกฟอกให้มีความบริสุทธิ์ไปด้วย เช่นเดียวกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย ที่ท่านได้ปฏิบัติธรรมฟอกชำระจิตใจจนสะอาดบริสุทธิ์ห่างไกลกิเลสแล้ว ธาตุขันธ์ของท่านไม่ว่าจะเป็นกระดูก เล็บ เส้นผม ก็จะถูกฟอกให้สะอาดจนกลายเป็นพระธาตุแก้วใสบริสุทธิ์ แม้แต่ชานหมาก พระเครื่อง ของใช้ต่างๆของท่าน ก็อาจถูกฟอกจนกลายเป็นพระธาตุไปด้วย ดังปรากฏให้เห็นกับหลวงปู่ครูบาอาจารย์หลายท่านเช่น หลวงปู่มั่นวัดป่าสุทธาวาส หลวงปู่แหวนวัดดอยแม่ปั๋ง หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง หลวงปู่ดู่วัดสะแก เป็นต้น ส่วน “พระธรรมธาตุ” ที่ปรากฏขึ้นบนพระเครื่องของหลวงตานั้น หลวงตาได้อธิบายว่า มีสาเหตุมาจากกระแสบุญบารมีอันบริสุทธิ์ของ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ พระโพธิสัตว์ เทพพรหม ทุกๆพระองค์ที่ท่านได้เมตตาอธิษฐานจิตรวมกระแสพลังเหนือพลังเหล่านั้นลงไปในพระเครื่องทุกองค์นั่นเอง ที่ได้เข้าไปฟอกให้พระเครื่องเกิดความสะอาดบริสุทธิ์จนเกิดพระธรรมธาตุเป็นเม็ดแก้วใสขึ้น และมีลูกศิษย์หลายคนที่หมั่นนำพระของท่านไปใช้กำสวดมนต์ภาวนาอยู่เสมอ ได้มีพระธรรมธาตุปรากฏเพิ่มขึ้นกว่าครั้งแรกที่ได้รับพระจากท่านไป และ ในบางคนมีพระธรรมธาตุเพิ่มขึ้นมากจนดันให้กรอบพลาสติกที่เลี่ยมเอาไว้แตกร้าวไปเลยก็มี ![]() เรื่องพระธรรมธาตุนี้ หลวงตากล่าวว่าขึ้นอยู่กับบุญบารมี และการหมั่นนำไปใช้ปฏิบัติธรรมของแต่ละคน เพราะทุกครั้งที่นำพระไปใช้กำสวดมนต์ภาวนานั้น กระแสพลังงานอันบริสุทธิ์จากบุญกุศลที่ได้ปฏิบัติธรรมไปนั้น จะแผ่ผ่านลงสู่พระเครื่องทุกครั้งไป โดยหลวงตายังเล่าให้ฟังด้วยว่า พระเครื่องของหลวงปู่ดู่หรือของท่านเองนั้น หากหมั่นนำไปใช้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอแล้ว ต่อไปในอนาคตจะกลายเป็นแก้วไปทั้งองค์ ดังที่เคยมีบางคนเผลอทำพระเครื่องของท่านหล่นแตกโดยไม่เจตนา ปรากฏว่าไส้ในของพระเครื่องที่ทำขึ้นจากปูนซีเมนต์ขาวธรรมดานี้ ได้กลายเป็นแก้วใสไปทั้งหมดอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง แสงสว่างแห่งบุญจากพระเครื่องของหลวงตา กระแสพลังงานแห่งบุญบารมีอันบริสุทธิ์ที่หลวงตาได้อธิษฐานจิตรวมลงสู่พระเครื่องของท่านทุกองค์นั้น นอกจากจะสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากพระธรรมธาตุที่เกิดขึ้นบนพระเครื่องที่ท่านสร้างแล้ว ยังมีลูกศิษย์หลายคนได้เคยเห็นกระแสพลังงานแห่งบุญอันสว่างไสวนั้นอย่างชัดเจนด้วยตนเองอีกด้วย โดยเวลานำพระมาใช้สวดมนต์ภาวนานั้น หลวงตามักจะแนะนำให้ปิดไฟ หรือจุดเทียนไว้ให้มีแสงสว่างเพียงไม่มาก เพื่อให้มีบรรยากาศสงบสัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม และยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ศึกษากระแสพลังงานแห่งบุญได้ด้วยตนเองอีกด้วย โดยมีลูกศิษย์ที่นำพระของท่านไปหลับตาสวดมนต์ภาวนาหลายคน เมื่อภาวนาไปจนจิตสงบสบายสักพักหนึ่งแล้ว แม้จะหลับตาอยู่และปิดไฟในห้องมืดสนิท แต่กลับเห็นแสงสว่างสีนวลๆส่องผ่านเปลือกตาที่หลับอยู่เข้ามาอยู่เสมอ บางคนก็ตกใจ ลืมตาดูว่าแสงอะไร แต่เมื่อลืมตาดูก็พบแต่ห้องมืดสนิท ปราศจากแสงไฟใดๆส่องผ่านมา โดยแสงสว่างเหล่านี้ ไม่ใช่จะเห็นเฉพาะตอนหลับตาสวดมนต์ภาวนาเท่านั้น บางคนแม้แต่ลืมตาอยู่ก็สามารถมองเห็นแสงสว่างนั้นได้เช่นกัน ดังที่ผู้เขียนได้เคยประสบด้วยตนเองมาแล้ว ในคืนนั้น ผู้เขียนได้นำพระของหลวงตามานอนกำภาวนาบทพระมหาจักรพรรดิไปเรื่อยๆจนกว่าจะหลับเหมือนดังทุกวันที่เคยปฏิบัติมา เมื่อภาวนาจนหลับไปได้พักหนึ่ง ผู้เขียนก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้น เพราะรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างขาวนวลส่องเข้ามาที่หน้าอย่างจัง ผู้เขียนคิดไปว่าคงเป็นแสงอาทิตย์ ตัวเองคงหลับเพลินจนเช้าแล้วจึงลืมตาขึ้นมาดู แล้วก็ต้องตกใจเป็นที่สุด..!! เพราะห้องยังคงมืดสนิท ยังไม่ถึงเวลาเช้า ไม่ใช่แสงอาทิตย์... แต่แสงที่ส่องหน้าผู้เขียนนั้น กลับเป็นแสงที่ส่องสว่างออกมาจากพระเครื่องของหลวงตาที่ผู้เขียนใช้กำภาวนาจนหลับไปนั่นเอง!! ขณะนั้นผู้เขียนยืนยันได้ว่าไม่ได้ฝันไปอย่างแน่นอน เพราะผู้เขียนตื่นอย่างเต็มที่ด้วยความตกใจกับแสงที่ส่องออกมาจากองค์พระนั้น และแสงนั้นก็ยังสว่างต่ออยู่อีกพักหนึ่งจึงค่อยๆจางหายลงไป ซึ่งแสงที่ส่องสว่างจากพระเครื่องให้ได้เห็นโดยตรงนี้ ผู้เขียนได้ลองสอบถามดูพบว่า มีลูกศิษย์หลวงตาหลายคนเคยประสบเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้เหือนกับผู้เขียนเช่นกัน หลวงตาได้เมตตาอธิบายว่า นั่นคือแสงสว่างแห่งบุญ ทุกครั้งที่เราทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นใส่บาตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฯลฯ จะมีแสงสว่างแห่งบุญนั้นปรากฏขึ้นเสมอ เพียงแต่จิตเรายังไม่เบาสบายหรือนิ่งละเอียดพอที่จะเห็นแสงสว่างนั้นได้เท่านั้น แต่เมื่อนำพระมากำสวดมนต์ภาวนาจนจิตนิ่งเบาสบายดีแล้ว ก็ย่อมจะสามารถเห็นแสงสว่างอันเกิดจากบุญกุศลที่ตนได้ทำไว้ รวมทั้งแสงสว่างจากเทพพรหมทั้งหลายที่มาอนุโมทนากับบุญที่เราได้ทำ และแสงสว่างแห่งบุญบารมีอันบริสุทธิ์ของ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ พระโพธิสัตว์ เทพพรหมทุกๆพระองค์ ที่หลวงตาได้อธิษฐานจิตรวมลงสู่พระเครื่องของท่านได้ ทุกๆครั้งที่หลวงตาสวดบทพระมหาจักรพรรดิ หรืออธิษฐานจิตปลุกเสกพระเครื่องต่างๆนั้น ท่านจะอธิษฐานจิตรวมบุญบารมีอันไม่มีประมาณทั้งหมดส่งเป็นกระแสพลังเหนือพลังไปสู่พระเครื่องที่ท่านได้เคยสร้างไว้ทุกๆองค์เสมอ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าพระเครื่องที่ทุกท่านได้รับจากหลวงตาไปทุกๆองค์นั้น ได้รับการอธิษฐานจิตปลุกเสกจากหลวงตาอยู่ตลอดเวลา และหากหมั่นนำไปสวดมนต์ภาวนาทำจิตให้เบาสบายดีๆแล้ว ก็อาจมีโอกาสได้เห็นแสงแห่งบุญบารมีที่หลวงตาได้เมตตาอธิษฐานจิตไปสู่พระเครื่องทุกองค์เพื่อคอยช่วยเหลือดูแลลูกศิษย์ลูกหาทุกคนทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยตาของตนเอง ดังที่มีลูกศิษย์หลายคนได้เคยพบเห็นและพิสูจน์จนแจ่มแจ้งมาแล้ว ![]() กระแสบุญบารมีอันบริสุทธิ์สว่างไสวที่หลวงตาได้อธิษฐานจิตรวมลงสู่พระเครื่องของท่านทุกองค์นี้เอง ทำให้นอกจากจะใช้พระเครื่องของท่านในการปฏิบัติธรรมได้แล้ว ยังสามารถนำมาใช้แผ่บุญส่องสว่างชี้นำทางให้เหล่าภพภูมิทั้งหลายที่ยังวนเวียนทุกข์ทรมานในโลกนี้ ให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีมีความสุขมากขึ้น รวมทั้งยังสามารถใช้โน้มนำให้เหล่าภูตผีปีศาจหรือเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของ การเจ็บไข้ได้ป่วย อุบัติเหตุต่างๆ ชีวิตลำบาก การเงินไม่คล่องตัวฯลฯ ให้กลับกลายมาเป็นมิตรกับเรา มาร่วมด้วยช่วยกันกับเราสร้างบุญกุศลต่อไปได้อีกด้วย ซึ่งพระเครื่ององค์เล็กๆจะสามารถทำเรื่องยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้อย่างไร คงจะได้พบคำตอบกันในฉบับต่อไป (อ่านต่อฉบับต่อไป) ที่มา: นิตยสารพระเครื่อง พระเกจิ ฉบับเดือนเมษายน 2552 หน้า 52 - 53 |












การสร้างพระเครื่องของหลวงตาม้านั้น ท่านจะนำมวลสารต่างๆของหลวงปู่ดู่มาผสมรวมกับปูนซีเมนต์ขาวและน้ำมนต์จักรพรรดิ จากนั้นจึงนำไปกดพิมพ์ออกมา แล้วนำไปอธิษฐานจิตปลุกเสกด้วยกระแสพลังเหนือพลังแห่งพระคาถามหาจักรพรรดิ โดยนับแต่ครั้งแรกที่เริ่มสร้างพระจนถึงปัจจุบันนั้น หลวงตาได้สร้างพระผงจักรพรรดิตามแนวทางของหลวงปู่ดู่ไว้แล้วมากกว่า 5 - 6 ล้านองค์ ท่านสร้างพระทุกวัน เพื่อให้ใจได้อยู่กับพระเป็นพุทธานุสสติกรรมฐานอยู่เสมอ ดีกว่าให้ใจไปอยู่กับกิเลสสิ่งไม่ดีอื่นๆ 
นอกจากนี้ พระเครื่องของหลวงตาทุกองค์ยังได้ผ่านการอธิษฐานจิตปลุกเสกด้วยวิชา “ภูติพระพุทธเจ้า” ซึ่งทำให้พระเครื่องของท่านสามารถดิ้นได้ พูดได้ ราวกับมีชีวิต ดังนั้นผู้ปฏิบัติที่หมั่นนำพระของท่านไปกำสวดมนต์ภาวนาอยู่เสมอจนจิตสงบเบาสบาย และสามารถจูนพลังงานจิตของตนให้เข้ากับพลังเหนือพลังอันบริสุทธิ์ที่ท่านได้อธิษฐานไว้ในพระได้ ย่อมสามารถนำพระของท่านมาใช้กำภาวนาถามตอบแนวทางในการปฏิบัติธรรมต่างๆได้ราวกับมีหลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า มาคอยตอบข้อสงสัยต่างๆอยู่เบื้องหน้าตนเลยทีเดียว โดยบางคนก็ได้ยินเป็นเสียง บางคนเห็นเป็นภาพนิมิต หรือบางคนหลับไปแล้วฝันว่าหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า มาสอนธรรมะต่างๆเลยก็มี ซึ่งประสบการณ์อันเหลือเชื่อเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ผู้หมั่นนำพระของท่านไปใช้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ด้วยตนเอง

ในคืนนั้น ผู้เขียนได้นำพระของหลวงตามานอนกำภาวนาบทพระมหาจักรพรรดิไปเรื่อยๆจนกว่าจะหลับเหมือนดังทุกวันที่เคยปฏิบัติมา เมื่อภาวนาจนหลับไปได้พักหนึ่ง ผู้เขียนก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้น เพราะรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างขาวนวลส่องเข้ามาที่หน้าอย่างจัง ผู้เขียนคิดไปว่าคงเป็นแสงอาทิตย์ ตัวเองคงหลับเพลินจนเช้าแล้วจึงลืมตาขึ้นมาดู แล้วก็ต้องตกใจเป็นที่สุด..!! เพราะห้องยังคงมืดสนิท ยังไม่ถึงเวลาเช้า ไม่ใช่แสงอาทิตย์... แต่แสงที่ส่องหน้าผู้เขียนนั้น กลับเป็นแสงที่ส่องสว่างออกมาจากพระเครื่องของหลวงตาที่ผู้เขียนใช้กำภาวนาจนหลับไปนั่นเอง!! ขณะนั้นผู้เขียนยืนยันได้ว่าไม่ได้ฝันไปอย่างแน่นอน เพราะผู้เขียนตื่นอย่างเต็มที่ด้วยความตกใจกับแสงที่ส่องออกมาจากองค์พระนั้น และแสงนั้นก็ยังสว่างต่ออยู่อีกพักหนึ่งจึงค่อยๆจางหายลงไป ซึ่งแสงที่ส่องสว่างจากพระเครื่องให้ได้เห็นโดยตรงนี้ ผู้เขียนได้ลองสอบถามดูพบว่า มีลูกศิษย์หลวงตาหลายคนเคยประสบเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้เหือนกับผู้เขียนเช่นกัน 


